Monday, November 9, 2009

รายชื่อบริษัทที่ลงทุนในกัมพูชา


ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชน
Friday, November 06, 2009

จากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ณ กรุงพนมเปญ มีโครงการ ที่นักธุรกิจไทยถือหุ้นและได้รับการส่งเสริม

การลงทุนตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2537 ถึง 30 มิถุนายน 2552 รวม 81 โครงการ

มูลค่ารวม 362.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์) เป็นเงินลงทุนเฉพาะ

ในส่วนของนักธุรกิจไทย 226.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 62.53

ของโครงการ ประกอบด้วย


1.สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 ในนามบริษัท K.C.S Cambodia


2.สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ช่อง 5 ลงทุนร่วมระหว่างกลุ่มกันตนา

และกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา ในนามบริษัท Mica Media


3.โรงงานจำหน่ายก๊าซ LPG จำนวน 2 โครงการ คือ

บริษัท Khmer Unique Gas และ World Gas


4.บริษัทรับเหมาก่อสร้างนพวงศ์


5.โรงแรมจำนวน 8 แห่ง คือ Inter Continental ในนามบริษัท Regency,

โรงแรม Royal Angkor ใน จ. เสียมราฐ ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา,

โรงแรม Imperial Angkor Palace ใน จ. เสียมราฐ ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี

ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี, โรงแรม Phokeethra Resort & Spa

(Cambodia) ในกรุงพนมเปญ ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา, โรงแรมของ

บริษัท V&V ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา เพื่อสร้างโรงแรมและ

สนามกอล์ฟในกรุงพนมเปญ, โรงแรมในอำเภอปอยเปต จ. บันเตียเมียนเจย

ได้แก่โรงแรม Poi Pet International Club, โรงแรม Star Vegas Resort

& Club และโรงแรม Angkor Plaza


6.โรงพยาบาลจำนวน 1 โครงการ ลงทุนโดยโรงพยาบาลกรุงเทพ

ในนาม Royal Angkor International Hospital ใน จ.เสียมเรียบ และ

Royal Rattanak ในกรุงพนมเปญ เปิดให้บริการแล้ว และกำลังก่อสร้างอาคาร

โรงพยาบาลแห่งใหม่ อีก 1 แห่ง ในกรุงพนมเปญขนาด 250 เตียง คาดว่า

จะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2553


7.การลงทุนของบริษัทซีเมนต์ไทย จำกัด และบริษัทในเครือ

รวม 5 โครงการ ได้แก่ โรงงานปูนซีเมนต์ Kampot Cement

(K. Cement Brand) ในจังหวัดกัมปอต (ลำดับที่ 60)

โรงงานผลิตซีเมนต์ผสมสำเร็จรูป (Mixed Cement Plant ลำดับที่ 57)

โรงงานผลิตซีเมนต์บล๊อค CPAC Monier (ลำดับที่ 58)

การปลูกยูคาลิปตัสเพื่อทำกระดาษในนามบริษัท CPAC Agro Industry

(ลำดับที่ 59) และบริษัท CPAC Monier เพื่อผลิตกระเบื้องมุงหลังคา


8.การให้บริการโทรคมนาคม จำนวน 1 โครงการ คือ Cambodia Shinawatra

ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Mfone ให้บริการคลื่นโทรศัพท์ไร้สายแบบ

Fixed Phone และ Mobile Phone


9.โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ Honda


10.โรงงานพลาสติค จำนวน 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงาน Phnom Penh Supply

ผลิตขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติค Modern Plastic Packaging (MPP ลำดับที่ 23)

และโรงงาน Modern Development


11.โรงงานผลิตน้ำดื่มยี่ห้อ LYYON ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา

ในนามบริษัท Cambodia Development


12.โครงการปลูกอ้อยบนพื้นที่สัมปทานจำนวน 6 โครงการ

ได้แก่ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นในนามบริษัท Koh Kong Plantation,

Koh Kong Sugar Industry ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี ได้แก่ MRT-TCC Sugar

Investment, ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ได้แก่ (Cambodia) Cane

and Sugar Valley, Angkor Sugar และ Tonle Sugar Cane


13.โครงการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชไร่ของกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์

ในนาม C.P. (Cambodia)


14.การลงทุนของบริษัทสามารถเทเลคอม จำนวน 3 โครงการ

ได้แก่ การให้บริการวิทยุการบินในนาม Cambodia Air Traffic Service

การสร้างโรงงานไฟฟ้า Kampot Power Plant เพื่อขายไฟให้แก่โรงงาน

กัมปอตซีเมนต์ และโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.เสียมเรียบ


15.โครงการโรงไฟฟ้าขนาด 10 MKW ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี

จำนวน 4 โครงการ ในนาม Suvannaphum Investment


16.โรงงานผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของกลุ่มบริษัทบางกอกการ์เมนต์

ในนามบริษัท Baxter Brenton (Cambodia) Clothing Manufacturing


17.โรงงานผลิตรองเท้า 2 โครงการ คือ Dance Supply (Cambodia)

และ Cambo Shoes

Friday, November 6, 2009

การขึ้นเครื่องหมายต่างๆ ในระบบการซื้อขายหุ้น

นักลงทุนหลายท่าน อาจจะสงสัยว่า ทำไมบางครั้ง

หุ้นของเราจึงหยุดการซื้อขาย หรือ เมื่อมีสัญลักษณ์ต่างๆ

มาติดข้าง ตัวหุ้นของเรา ก็ทำให้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง

อย่างรวดเร็ว ซึ่งบางที ก็ทำให้หุ้นขึ้น และบางครั้งก็ทำให้หุ้นลง

ดังนั้นเราควรเข้าใจความหมาย ว่าสัญลักษณ์ตัว อักษรย่อต่างๆ

นั้นหมายถึง อะไร และจะมีผลอย่างไร บ้าง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์

ได้ กำหนดการขึ้นเครื่องหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย

เพื่อแจ้งให้นักลงทุนทราบ ดังนี้


H : Trading Halt

เป็นเครื่องหมาย แสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ จดทะเบียน

เป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาไม่เกินกว่าหนึ่งรอบ

การซื้อขาย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น

เครื่องหมาย H ดังนี้

1.มีข้อมูลหรือข่าวสาร ที่สำคัญ ที่อาจมีผลกระทบต่อ

สิทธิประโยชน์ ของผู้ถือหลักทรัพย์ หรือต่อการตัดสินใจ

ในการลงทุน หรือต่อการเปลี่ยนแปลง ในราคาของหลักทรัพย์

ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ ยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท และอยู่ใน

ระหว่างการสอบถามข้อ เท็จจริง และรอคำชี้แจงจากบริษัท

และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที

2.ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

น่าสงสัยว่า จะมีผู้ลงทุนบางกลุ่ม ทราบข้อมูล หรือข่าวสาร

ที่สำคัญ และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัท

และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ทันที

3.บริษัท ร้องขอให้ตลาดหลักทรัพย์ สั่งห้ามการซื้อขาย

หลักทรัพย์ของตนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่าง

รอการเปิดเผยข้อมูล หรือข่าวสารที่สำคัญ และตลาด หลักทรัพย์

เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที

4.มีเหตุอื่นใด ที่อาจมีผลกระทบ อย่างร้ายแรง

ต่อการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น


SP : Trading Suspension

เป็นเครื่องหมาย แสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน

เป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบ

การซื้อขาย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น

เครื่องหมาย SP ดังนี้

1.เมื่อเกิดกรณีเช่นเดียวกับข้อ 1 ถึง 3 ของการขึ้นเครื่องหมาย H

และตลาด หลักทรัพย์ เห็นว่า บริษัท ไม่สามารถชี้แจงหรือเปิดเผย

ข้อมูลได้ในทันที

2.บริษัทฝ่าฝืน หรือละเลย ไม่ปฏิบัติตามฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์

และตลาดลักทรัพย์ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง มติคณะกรรมการ

ข้อตกลง ตลอดจนหนังสือเวียน ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทปฏิบัติตาม

3.บริษัท ไม่นำส่งงบการเงิน ให้ตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 วัน

นับแต่วันที่ตลาดลักทรัพย์ขึ้น เครื่องหมาย NP ไว้บนกระดานของหลักทรัพย์

4.บริษัทนำส่งงบการเงินล่าช้าติดต่อกัน 3 ครั้ง

5.หลักทรัพย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอน หรืออยู่ระหว่าง

การปรับปรุงสถานภาพเพื่อให้ พ้นข่ายการถูกเพิกถอน

6.หลักทรัพย์ จะครบกำหนดเวลา ในการไถ่ถอนหรือ

การแปลงสภาพหรือการใช้สิทธิหรือ การขายคืน

7.
มีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์


NP : Notice Pending

บริษัทจดทะเบียน มีข้อมูล ที่ต้องรายงาน และตลาดหลักทรัพย์

อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท


NR : Notice Received

ตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการชี้แจงข้อมูล จากบริษัทจดทะเบียน

ที่ได้มีการ Pending (NP) ไว้แล้วและจะขึ้นเครื่องหมาย NR

เป็นเวลา 1 วัน


NC : Non-Compliance

หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน


CM : Call Market

บริษัทจดทะเบียน ที่มีการกระจาย การถือหุ้นไม่ครบถ้วน

ตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วย การดำรงสถานะ

เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์

กำหนดให้ หุ้นสามัญ ของบริษัทดังกล่าว ทำการซื้อขาย

ด้วยวิธีการ Call Market


ST : Stabilization

หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน

แหล่งข้อมูล จาก ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

Dollar Index ตอนที่ 3 / แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ในอนาคต



โดยสรุปภาพรวม จะเห็นว่า แนวโน้มของค่าเงินสกุลดอลลาร์

ในระยะยาว ยังคงเป็นการอ่อนค่าต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากกราฟ

ของ Dollar Index ในระดับ Month ได้ปรับตัวลงเกิดสัญญาณ

Bearish Signal จาก MACD ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมา

จะทำให้เกิดการอ่อนตัวต่อเนื่องเป็นปีๆ เลยทีเดียว ได้แก่ปี 2002

และปี 2006 ที่ค่าของ MACD ต่ำกว่าเส้นศูนย์ ที่บ่งบอกถึง

แนวโน้มที่เป็นขาลง


โดยปัจจุบัน พี่งเกิดสัญญาณมาได้ เพียงสองเดือนเท่านั้น คือ Sep’09

และ Oct’09 ซึ่งหากมอง ในมุมปัจจัยพื้นฐาน ก็ยังคงเห็นว่าแนวโน้ม

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ยังคงเป็นการอ่อนค่าต่อเนื่อง เพื่อต้องการ

กระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ด้วยการส่งออก และแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย

ที่จะยังคงสภาพไปอย่างน้อยอีก 6เดือน ถึงช่วง Q2 ของ2010

ดังนั้น เมื่อสรุปจากมุมมอง ที่กล่าวมาแล้ว การถือครองสินทรัพย์

เงินสกุลดอลลาร์ควรจะเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง


ส่วนสินทรัพย์ ที่จะได้ประโยชน์อย่างมากเลย คือทองคำ

เพราะดูเหมือน จะเป็นสินค้า ที่มีความสัมพันธ์ตรงกันข้าม

กับดอลลาร์มากที่สุด และเหตุนี้เอง ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่ง

ที่ ทำให้เราได้เห็นว่า แนวโน้ม ของนักลงทุนทั่วโลก

พยายามที่จะกระจายสินทรัพย์ต่างๆ ออกมา เพื่อมาลงทุน

ในภูมิภาค ที่น่าจะมีเศรษฐกิจ และค่าเงิน แข็งแรงกว่า

สหรัฐอเมริกา จึงทำให้เราเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันยังคงมีเม็ดเงิน

ลงทุนจำนวนมาก ที่ยังเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเซีย ทั้งใน

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดการเงิน หรือ ในตลาดหุ้นเองก็ตาม

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในช่วงเกิดวิกฤติ จะมีหลายกองทุนต่างชาติ

ที่เสียหายและขนเงินกลับอเมริกา โดยขายสินทรัพย์ทุกอย่างออกมา

แล้วถือเป็นเงินสดจำนวนมาก หรือถืออยู่ในรูปพันธบัตรของอเมริกา

แต่ ณ ปัจจุบัน สภาวะเงินลงทุน ล้นระบบเพราะดอกเบี้ยตลาดโลก

อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่งผลให้ตราสารหนี้ ใน ปัจจุบันมีผลตอบแทน

ที่อยู่ในระดับต่ำมากเช่นกัน


จึงทำให้เกิดปริมาณเงินลงทุน ไหลกลับมาลงทุนในเอเซีย

หรือตราสารอื่นๆ นอกจากตราสารหนี้อีกครั้ง เช่นหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์

ดังนั้น หากค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีการอ่อนตัว การถือสินทรัพย์ที่เป็น

รูปสกุลอื่นๆ หรือกระจายไป ในสินทรัพย์ ที่ไม่ใช่เงินสกุลดอลลาร์

น่าจะเป็นทางออกที่ดี ในปี 2010 แน่ แน่…


ขอขอบคุณ :

http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538772067&Ntype=4

Dollar Index ตอนที่ 2 / ความสำคัญของค่าเงินดอลลาร์

Dollar Index ตอนที่ 2 / ความสำคัญของค่าเงินดอลลาร์

ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า Dollar Index นั้นเป็นดัชนีสำคัญ

ในการบอกถึงแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆดังนี้


1.ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ต่อสกุลเงินต่างๆ เช่น ไทยบาทต่อดอลลาร์ ,

เยนต่อดอลลาร์ , ปอนด์ ต่อดอลลาร์ หรือ ยูโรต่อดอลลาร์

ซึ่งหมายความว่า หาก Dollar index มีการอ่อนค่าลง ก็จะส่งผล

ถึงแนวโน้มของเงินสกุลต่างๆ ว่ามีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อดอลลาร์

แต่อย่างไรก็ดี การที่ค่าเงินสกุลต่าง จะแข็งค่าต่อเงินสกุลดอลลาร์

อาจมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง

ความเชื่อมั่น และ Demand & Supply ของเงินสกุลนั้น

ว่ามีมากน้อยอย่างไร


2.กระแสเงิน (Fund Flow) ที่มักจะเข้าไปลงทุนในประเทศ

ที่มีค่าเงินแข็งกว่าเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งจะเข้าทั้งในตลาดตราสารเงิน

และตลาดทุน โดยจะเห็นว่าส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อเงินบาทไทย

มีแนวโน้มที่จะแข็งค่า ก็มักจะมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้น

จำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ

ดูจะเป็นสัดส่วนเดียวกับเงินบาทที่แข็งค่า คือต่างชาติมักจะซื้อหุ้น

เมื่อเห็นว่าเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่า และจะขายเมื่อเงินบาท

มีแนวโน้มอ่อนค่าดังตัวอย่างในรูป


แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นว่า ในปี 2008 เกิดการขายของนักลงทุนต่างชาติ

ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ก็เป็นได้ เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์

ซับไพร์ม ที่ทำให้เงินลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกถูกเทขาย เพื่อนำเงิน

กลับมาอุ้มวิกฤติ ในประเทศอเมริกา


3.ราคาทองคำ เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ เปรียบเสมือน

เงินสกุลหลัก ในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งหากค่าเงินดอลลาร์

มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงไป ก็จะทำให้เงินดอลลาร์ถูกแปลงสภาพ

เป็นสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์

ดังเช่นทองคำเป็นต้น โดยในอดีตที่ผ่านมา ทองคำเปรียบเสมือน

เงินสดสกุลหนึ่ง ที่มีสภาพคล่อง และสามารถใช้เป็นสินทรัพย์

ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทองคำและดอลลาร์

มักจะมีความสัมพันธ์แบบผกผันคือ หากดอลลาร์อ่อน ทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น

และหากดอลลาร์แข็ง ทองคำจะปรับตัวลดลง


4.ราคาน้ำมัน ความสัมพันธ์ของราคาน้ำมัน มักจะเป็นสัดส่วนผกผัน

กับดัชนีค่าเงินดอลลาร์ กล่าวคือ ราคาน้ำมัน มักปรับตัวสูงขึ้น

เมื่อค่าเงินดอลลาร์มีการอ่อน

โดยปัจจัยที่ 1 คือ เงินสกุลดอลลาร์ เปรียบเสมือนสกุลหลัก

ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

บรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ เหล็ก ธัญพืช

ต่างใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย จึงทำให้

ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ต้องการที่จะขายสินค้าในมูลค่าทางการเงินเท่าเดิม

(คือยังได้เงินดอลลาร์มาซื้อสินค้าอย่างอื่นในปริมาณหรือขนาดเท่าเดิม)

แต่หาก ค่าเงินดอลลาร์อ่อน ก็หมายถึงอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์

ลดน้อยลง จึงทำให้ผู้ขายสินค้าเหล่านี้ ปรับราคาให้สูงขึ้นเพื่ม

มาชดเชยมูลค่าดอลลาร์ที่ขาดหายไป


ปัจจัยที่ 2 อาจเกิดสภาวะการเก็งกำไร เข้าถือครองใน

สินทรัพย์ โภคภัณฑ์ (commodities) มากขึ้นเมื่อ

ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า เพราะผู้ลงทุนทุกคน

ต่างมุ่งหวัง ที่จะถือสินทรัพย์ ที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า

เพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์รวมที่ได้ลงทุนไว้ ดังนั้น เมื่อแนวโน้ม

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนก็จะส่งผลให้ราคา Commodities ปรับตัวสูงขึ้น


ขอขอบคุณ :

http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538772066&Ntype=2

Dollar Index ตอนที่ 1 / Dollar index คืออะไร


Dollar Index นับเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเงินอันหนึ่ง

ที่มักจะ เป็นตัวบ่งบอก ถึงแนวโน้มการลงทุน หรือกระแส

เงินลงทุน ที่จะเคลื่อนที่ ไปมา ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ทั่วโลก ต่างหยิบยก

ถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์มาเป็นตัวกำหนด

กลยุทธ์ การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างที่เราเห็นกันในวันนี้

อย่างมากมายแต่ทั้งนี้ ก่อนที่จะมาดูถึงความสำคัญของดัชนี

ค่าเงินดอลลาร์ คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า

การคำนวณดัชนีนี้ มีที่มาอย่างไร


Dollar Index คือ ดัชนีที่วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ในระบบตระกร้าเงินที่เป็นการเฉลี่ยน้ำหนักเงินสกุลต่างๆ

6สกุลหลัก ได้แก่

• Euro (EUR), 57.6% weight

• Japanese yen (JPY), 13.6% weight

• Pound sterling (GBP), 11.9% weight

• Canadian dollar (CAD), 9.1% weight

• Swedish krona (SEK), 4.2% weight and

• Swiss franc (CHF) 3.6% weight.



ซึ่งหมายความว่า เงินแต่ละสกุล จะมีน้ำหนักในตระกร้าเงิน

ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสัดส่วนน้ำหนัก ที่แจ้งมาดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าเงิน ที่มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์ มากที่สุด

คือ ยูโร เพราะมีสัดส่วนในตระกร้าเงิน 57.6% และรองลงมา

คือเยน ญี่ปุ่นและ ปอนด์ อังกฤษ ตามลำดับ


โดยทั้งนี้ จะเห็นว่าตระกร้าเงินดอลลาร์ มีความผูกผันกับค่าเงิน

ถึง 6 สกุลหลัก แต่มีความผูกผันถึง 20 เนื่องจากกลุ่มประเทศยุโรป

ที่ใช้เงินสกุลยูโรมีถึง 15ประเทศ


ดัชนีนี้ ได้มีการเริ่มต้นคำนวณมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973

ที่ดัชนี 100 ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นสูงสุดราว 160 และต่ำสุดที่ 70.698

ในวันที่ 16 มี.ค. 2008 ซึ่งทั้งนี้ดัชนีนี้ ได้มีการซื้อขาย

ในตลาด IntercontinentalExchange ที่นิวยอร์ค

โดยจะเริ่มทำการซื้อขายตั้งแต่ เย็นวันอาทิตย์ (16.00 น.เวลานิวยอร์ค)

ตลอด24ชั่วโมงถึงวันศุกร์เย็น (16.00 น. นิวยอร์ค)


โดยสูตรการคำนวนมีดังนี้

USDX = 50.14348112 × EURUSD^(-0.576) × USDJPY^(0.136)

× GBPUSD^(-0.119) × USDCAD^(0.091) × USDSEK^(0.042)

× USDCHF^(0.036)

ขอขอบคุณ :

http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538772063&Ntype=4
Custom Search

Followers