Monday, January 4, 2010

เผย 'ปัจจัยเสี่ยง'ที่ต้องจับตาใน'เอเชีย'ปี2010 (3)

**ปัญหายืดเยื้อในอัฟกานิสถาน-ปากีสถานเริ่มทำให้นักลงทุนวิตก**

ความไร้เสถียรภาพ อย่างยืดเยื้อ และความรุนแรง

ที่แผ่ขยาย ในอัฟกานิสถาน และปากีสถาน

แม้จะดำเนินมานานนับปี แต่ยังไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญ

ที่พวกนักลงทุนต้องคอยเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดมาก่อน

ทว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปในปี 2010 เนื่องจาก


ประการแรก สหรัฐฯจะมีการเลือกตั้งกลางสมัย (ที่มีการ

เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา, วุฒิสมาชิก

ราวหนึ่งในสาม, ผู้ว่าการมลรัฐราวหนึ่งในสาม)

ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมาก

ต่อการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโอบามา

ในระยะต่อไป ดังนั้น ด้วยการที่ยังมีความเป็นไปได้

ที่สหรัฐฯ อาจจะประสบ ความพ่ายแพ้ในสงคราม

อัฟกานิสถานในทางเป็นจริงในปี 2010 นี้ ยุทธศาสตร์

ของโอบามาในสงครามนี้ จึงอาจกลายเป็นประเด็น

แกนกลางของการรณรงค์หาเสียงกลางสมัยไปก็ได้

โดยที่ถ้าผลของสงครามน่าหดหู่เอามากๆ พรรคเดโมแครต

ของเขาอาจไม่เพียงสูญเสียเสียงข้างมากในวุฒิสภาเท่านั้น

หากถึงขั้นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไปด้วยทีเดียว


ประการที่สอง การเลือกตั้งสภาล่างของอินเดียในปี 2009

ซึ่งพรรคคองเกรสได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด นับเป็นข่าวดี

เรื่องหนึ่งสำหรับพวกนักลงทุน กระนั้นก็ตาม ความรู้สึก

มองโลกแง่ดีเช่นนี้อาจจะสั่นคลอนได้มากๆ ถ้าพวกหัวรุนแรง

ที่ตั้งฐานอยู่ในปากีสถาน ก่อเหตุยั่วยุให้อินเดียกับปากีสถาน

เกิดการประจันหน้ากันขึ้นมาอีก หลังจากที่ได้เปิดการโจมตี

อย่างนองเลือดในนครมุมไบมาแล้วเมื่อปี 2008


ทั้งนี้ พวกนักวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มอัลกออิดะห์และพันธมิตร

กำลังพยายามอีกครั้งที่จะจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างอินเดีย

กับปากีสถานซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันและต่างก็มีอาวุธ

นิวเคลียร์ทั้งคู่ นอกจากนั้นรัฐบาลปากีสถานซึ่งมีฐานะอ่อนแอมาก

และกำลังเผชิญกับภัยคุกคามหลายด้าน ก็อาจมีเหตุผลของตนเองด้วย

ที่จะชักพาประชาชนให้พุ่งความโกรธกริ้วไปที่อินเดีย


*สิ่งที่ต้องจับตามอง

--แผนการเพิ่มกำลังทหาร ในอัฟกานิสถานของโอบามา

จะทำให้สถานการณสงครามเปลี่ยนไปหรือไม่ หรือว่านโยบาย

ต่ออัฟกานิสถานของเขา จะถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว

ราคาแพง ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปในแบบหลัง คะแนนนิยม

ของเขาจะตกต่ำอย่างหนักในช่วงการเลือกตั้งกลางสมัย


--สถานะความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน และความเสี่ยง

ที่จะเกิดความขัดแย้ง หากพวกหัวรุนแรงที่ตั้งฐานอยู่ในปากีสถาน

ก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ในอินเดียอีกระลอก


โอบามาส่งทหารอเมริกันเพิ่มเข้าไปในอัฟกานิสถาน จะทำให้

สถานการณ์เปลี่ยนไปหรือไม่ เรื่องนี้อาจกลายเป็นประเด็นใหญ่

ในการเลือกตั้งกลางสมัยในสหรัฐฯเดือนพฤศจิกายนนี้

เผย 'ปัจจัยเสี่ยง'ที่ต้องจับตาใน'เอเชีย'ปี2010 (2)

ในเรื่องจังหวะเวลา ที่จะเลิกลดการใช้มาตรการ

กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีประเด็นทางการเมืองอีก 2 ประเด็น

ซึ่งทำให้เรื่องนี้ทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีก


ประการแรก ถ้าหากรัฐบาลต่างๆ ไม่มีการร่วมมือ

ประสานงานกัน เกี่ยวกับแผนการเลิกลดมาตรการ

ของพวกเขาแล้ว ก็มีความเสี่ยงอย่างสำคัญทีเดียว

ที่จะเกิดภาวะหกกระเซ็นเข้าใส่กันอย่างไม่คาดหมาย

ทว่าวิกฤตคราวนี้ ได้แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า เราขาด

แคลนองค์กรโลกบาล ซึ่งสามารถที่จะรับหน้าที่ ทำให้

เกิดการร่วมมือ ประสานงานระหว่างประเทศขึ้นมา

และขณะที่พวกสมาชิกกลุ่ม จี 20 ให้สัญญิงสัญญาว่า

จะเข้ามา รับบทบาทในจุดนี้ให้มากขึ้น มันก็มี

ความเป็นไปได้มากกว่า ที่พวกเขาจะเลิกลดมาตรการ

กระตุ้นของพวกเขา โดยยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติ

ของพวกเขาเองเป็นสำคัญ


ประการที่สอง ความไม่ลงรอยกัน ยังอาจปะทุขึ้น

ภายในแต่ละประเทศอีกด้วย นั่นคือ ระหว่างรัฐบาล

ที่มุ่งเน้น เรื่องการรักษาอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

เอาไว้ กับธนาคารกลางซึ่งโดยธรรมชาติย่อมหวาดผวา

ภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่ทรัพย์สิน ความขัดแย้งดังกล่าวนี้

อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และทำให้ยากที่จะ

คาดการณ์ได้ว่าจะมีการดำเนินนโยบายไปทางไหน


*สิ่งที่ต้องจับตามอง

--สายตาทุกคู่ต่างกำลังเฝ้ามองไปที่ประเทศจีน

ซึ่งเป็นเครื่องจักรตัวหลักของการเจริญเติบโตของโลก

ตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตทางการเงินซัดกระหน่ำ จีนจะสามารถ

เดินหน้า หลบหลีกฟันฝ่าผ่านจุดอันตราย เชิงนโยบาย

ทั้งหลายได้หรือไม่ ถ้าหากจีนเกิดสะดุดหกล้มลง

ก็จะสร้างความสะเทือนสะท้านไปทั่วโลกทีเดียว

--ประเทศและดินแดนอื่นๆ จำนวนมากในเอเชีย

ก็กำลังเผชิญความเสี่ยงของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์

โดยจุดที่ควรเขม้นมองเป็นพิเศษได้แก่ ฮ่องกง และ สิงคโปร์

--อินเดีย และ อินโดนีเซีย เป็น 2 ประเทศสำคัญ

ที่อาจ มีการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน อย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น

ซึ่งจะทำให้พวกนักลงทุนขวัญผวา

--การประชุมระดับสุดยอดของกลุ่ม จี20 ครั้งต่อๆ ไป

จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนที่แคนาดา และเดือนพฤศจิกายน

ที่เกาหลีใต้ แนวคิดหลักของการประชุมทั้ง 2 ครั้งเหล่านี้คือ

การร่วมมือ ประสานงานกัน เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ เลิกลด

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

--ความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง

กลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมาแล้วในญี่ปุ่น ขณะที่ เกาหลีใต้

และอินเดีย รวมทั้งรายอื่นๆ อีก ก็อาจจะประสบ

ความขัดแย้งกันเชิงนโยบายในปี 2010


**การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอันเจ็บปวด**

ในปี 2009 การเลือกตั้ง และการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ

หลายๆ ครั้งในเอเชีย ที่เคยถูกมองว่าอาจเกิดปัญหาวุ่นวาย

บานปลาย กลับสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างค่อนข้างราบรื่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชัยชนะของพรรคเดโมเครติก ปาร์ตี้ ออฟ

แจแปน (ดีพีเจ) ในการเลือกตั้งของญี่ปุ่น ซึ่งพลิกเอาพรรค

ลิเบอรัล เดโมเครติก ปาร์ตี้ (แอลดีพี) ที่เคยปกครองประเทศ

อย่างแทบจะต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ให้กลับกลาย

เป็นฝ่ายค้าน เรื่องนี้มีส่วนทำให้ตลาดการเงินเกิดการปั่นป่วน

ผันผวนอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากมายอะไร อย่างไรก็ดี สำหรับในปี

2010 อะไรๆ น่าจะลำบากยากเย็นกว่ากันมาก


ที่ออสเตรเลีย คาดหมายกันอย่างกว้างขวางว่า นายกรัฐมนตรี

เควิน รัดด์ จะชนะอีกสมัยหนึ่ง โดยที่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

อันชัดเจนอยู่ที่เรื่องจะมีการยุบสภาจัดการเลือกตั้งกันเมื่อใดเท่านั้น

ทว่าการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ และที่ศรีลังกา ซึ่งกำหนดจัดขึ้น

ในปี 2010 เช่นกัน กลับยังยากที่จะทำนายผล


ในส่วนของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ผู้คนจำนวนมากจับตามอง

ไปที่เกาหลีเหนือ เนื่องจากประธานคิมจองอิล มีสุขภาพ

ที่ไม่สู้แข็งแรงนัก และยังไม่มีความแน่นอนว่าใครจะขึ้นมา

แทนที่เขา หากคิมจองอิลสิ้นชีวิตในปี 2010 ย่อมจะสร้าง

ความสั่นสะเทือนให้รู้สึกได้ในเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น,

และกระทั่งดินแดนที่อยู่ไกลออกไปอีก


นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การถึงแก่มรณกรรมของคิม

อาจจะติดตามมาด้วย การล่มสลายของระบอบปกครองนี้

ในเปียงยาง, หรือนำไปสู่สงครามกลางเมือง อันยืดเยื้อ

ในเกาหลีเหนือ, หรือมีความเคลื่อนไหวในเชิงก้าวร้าวรุกราน

ต่อเกาหลีใต้, กระทั่งอาจนำไปสู่การรวมสองเกาหลี

เป็นชาติเดียวกันอย่างฉับพลันก็ได้ทั้งนั้น ในกรณีทั้งหมดเหล่านี้

ปฏิกิริยาของตลาดการเงินน่าจะเป็นไปในทางลบอย่างแรง


*สิ่งที่ต้องจับตามอง

--สุขภาพของคิมจองอิลแห่งเกาหลีเหนือ จะถูกเฝ้ามอง

อย่างใกล้ชิด และอาจทำให้ตลาดปั่นป่วนได้

--การหาเสียงโดยให้คำมั่นสัญญาแบบประชานิยมในศรีลังกา

และฟิลิปปินส์ อาจส่งผล ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ

ในช่วงต่อๆ ไปของปี 2010


เผย 'ปัจจัยเสี่ยง'ที่ต้องจับตาใน'เอเชีย'ปี2010 (1)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
4 มกราคม 2553 11:17 น.


รอยเตอร์/ASTVผู้จัดการรายวัน – แม้เอเชียจะเป็นภูมิภาค

ที่สามารถฝ่าคลื่นลมพายุเศรษฐกิจในปี 2009 ไปได้อย่างดี

เป็นพิเศษ แต่เอเชีย จะทำผลงานด้านเศรษฐกิจในปีหน้า

ได้สวยสดงดงามแค่ไหน ที่สำคัญมากๆ ก็ต้องแล้วแต่ว่า

ภูมิภาคแห่งนี้ มีความสามารถเพียงใด ในการกุมทิศทางเดินหน้า

ไปท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองทั้งหลาย ซึ่งบางปัจจัย

ก็น่าคร้ามเกรงอย่างยิ่งทีเดียว ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญๆ ได้แก่


**ความสัมพันธ์อันยุ่งยากระหว่างสหรัฐฯ กับจีน**

ในปี 2010 จีนจะเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้นมาก ในเรื่องให้ทำการ

ปรับเพิ่มค่าเงินหยวน ทว่าจีนนั้นย่อมไม่ต้องการให้อัตราเติบโต

ทางเศรษฐกิจ ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย จากการยอมปล่อยให้ค่าเงิน

สูงขึ้นเร็วเกินไป และย่อมไม่มีความรู้สึกซาบซึ้งใจเลย จากการถูก

วอชิงตันหรือใครก็ตามทีเซ้าซี้เรียกร้องให้ทำนั่นทำนี่


ขณะเดียวกัน ในสหรัฐฯ เอง กลับมีความรู้สึกกันอย่างแรงกล้าว่า

นโยบาย รักษาค่าเงินหยวน ให้อ่อนตัวเป็นมาตร การกีดกัน

ทางการค้าอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่กำลังคุกคาม การฟื้นตัว

ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯด้วย ดังนั้นสหรัฐฯ จึงอาจตอบโต้จีน

ด้วยการใช้มาตรการจำกัด บีบคั้นทางการค้า ในลักษณะเดียว

กับการตั้งกำแพงภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากจีน เมื่อเดือนกันยายน

ที่ผ่านมา อันจะเป็นชนวน ทำให้เกิดสงครามการค้าตอบโต้กัน

ระหว่างสองประเทศ


นอกจากนั้น อันตรายอีกอย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ

การที่ปักกิ่ง หนุนหลังพวกระบอบปกครอง ที่วอชิงตันรู้สึกว่ารับไม่ได้

นี่ก็อาจลุกลาม กลายเป็นการเผชิญหน้ากันทางการเมืองได้เช่นกัน


อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีน

ต่างตระหนักดีถึงความเสี่ยงดังกล่าว และน่าจะยอมถอยออกมา

จากขอบเหวได้ทันก่อนเกิดเหตุพิพาทใดๆ ถึงขั้นคุกคามเป็นอันตราย

ต่อเศรษฐกิจโลก กระนั้น นักวิเคราะห์ก็ชี้ว่า ประเทศทั้งสองจะต้อง

แสวงหาวิธีที่จะสื่อสารกันได้ อย่างสบายอกสบายใจ ในฐานะ

เป็นหุ้นส่วนกัน เพราะความเสี่ยง ที่จะเกิดความไม่เข้าใจกัน

หรือเกิดภาวะความสัมพันธ์แบบเย็นชาต่อกันนั้นมีอยู่จริงๆ


*สิ่งที่ต้องจับตามอง*

-- การต่อสู้กันเรื่องค่าเงินหยวน กล่าวคือ จีนจะยอมปรับเพิ่ม

ค่าเงินหยวนหรือไม่ และหากไม่ สหรัฐฯ จะแสดงอาการโกรธเกรี้ยว

ออกมาหรือไม่ อย่างไร


--การกีดกันทางการค้า และการตั้งกำแพงภาษี หากประธานาธิบดี

บารัค โอบามาประกาศตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากถูกแรงกดดัน

จากรัฐสภา และพวกอุตสาหกรรมในประเทศ ก็คาดว่าจะเป็นชนวน

ให้ความขัดแย้งบานปลายออกไป

--ทั้งสองจะมีข้อขัดแย้งใดๆ หรือไม่จากการที่จีนเข้าไปเกี่ยวข้อง

กับเกาหลีเหนือ พม่า อิหร่าน และประเทศอื่นๆ ซึ่งสหรัฐฯ

มองว่าเป็น “รัฐอันธพาล”


**อาการ “เมาค้าง” จากมาตรการกระตุ้นศก.ซึ่งรวมทั้ง
“ฟองสบู่ราคาทรัพย์สิน” และ “การควบคุมเงินทุน”**


เอเชียกำลังเป็นภูมิภาค ที่นำหน้าทั่วโลก ในการก้าวพ้น

ออกมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย นั่นหมายความด้วยว่า

รัฐบาลของชาติและดินแดนต่างๆ ในเอเชีย ต้องอยู่

ในกลุ่มแรกๆ ที่จะต้องทำการตัดสินใจ ในปัญหาเชิงนโยบาย

อันสำคัญมากๆ ประการหนึ่ง กล่าวคือ จะใช้วิธีการ

อย่างไร มาคาดคำนวณจังหวะอันเหมาะสม ที่จะยกเลิก

หรือลดทอน บรรดามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ช่วยเหลือ

ให้พวกเขา ยังลอยตัวอยู่ได้ ในระหว่างที่ วิกฤตกำลัง

อาละวาดเอากับเศรษฐกิจทั่วโลก


ถ้ารัฐบาลต่างๆ ยกเลิกหรือลดทอนการกระตุ้นเศรษฐกิจ

เร็วเกินไป พวกเขา ก็อาจจะหล่นตุ๊บ กลับลงสู่ภาวะ

เศรษฐกิจชะงักงัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นประเทศจีน

ที่ถลำลง สู่กับดักนี้ด้วยแล้ว ผลกระทบซึ่งมีต่อเศรษฐกิจ

ทั่วโลกก็อาจจะเลวร้ายมาก


แต่ถ้าคงนโยบายเหล่านี้เอาไว้ อย่างผ่อนปรนมากเกินไป

และนานเกินไปแล้ว พวกเขาก็มีความเสี่ยง ไม่เพียงแต่

ในเรื่องที่อัตราเงินเฟ้อ จะพลิกฟื้นขึ้นมา อีกเท่านั้น

หากยังมีความเป็นไปได้ ที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ราคาทรัพย์สิน

ที่เป็นความหายนะอันน่าหวาดหวั่น เนื่องจากการปล่อย

ให้มีสภาพคล่อง มีการปล่อยสินเชื่อ อย่างมากมาย

มหาศาลเป็นเวลานานๆ ย่อมจุดชนวนให้เกิดการยื้อแย่ง

ซื้อหา และการเก็งกำไรราคาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์

ทั้งนี้ ข้อกังวลสำคัญที่สุดข้อหนึ่งสำหรับปี 2010 ก็คือ

อันตราย ที่เศรษฐกิจจีน กำลังจะถูกฉุดให้ตกรางจากการที่

ฟองสบู่ทรัพย์สินเกิดแตกระเบิดเปรี้ยงปร้าง


ความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง ซึ่งพวกนักลงทุน ดูจะคอยเฝ้าจับตา

มากกว่าใครเพื่อน ก็คือ การที่ประเทศต่างๆ อาจพยายาม

ป้องกันภาวะฟองสบู่ และพยายามเข้าควบคุมการไหลเข้า

ของ “เงินร้อน” โดยใช้พวกมาตรการควบคุมเงินทุน และ

การพยายามสกัดกั้นไม่ให้เงินลงทุนของต่างชาติไหลออกไป

ตลท.รีดค่าฟีขันบันได กองทุนอสังหาฯ-ETF มีผล 1 ม.ค.นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ธันวาคม 2552

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แก้เกณฑ์คิดค่าธรรมเนียม ซื้อขาย

หน่วยลงทุน “อีทีเอฟ- พร๊อพเพอร์ตี้ฟันด์”เป็นอัตราเดียว

กับค่าคอมมิชชั่นขั้นบันไดหุ้น จากเดิมที่คิด 0.10%

พร้อมยกเลิกหลักเกณฑ์ ทำสัญญา การเป็นนายหน้า

ซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในลักษณะคู่ค้า

(Exclusive Partner) มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.นี้


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ได้มี

การส่งหนังสือเวียนแก่กรรมการบริษัทหลักทรัพย์

สมาชิกและบริษัทหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่สมาชิกทุกบริษัท

เรื่อง การแก้ไขข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับ

การคิดค่าธรรมเนียมในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

โดยคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ โดยความเห็นชอบ

ของคณะกรรมการก.ล.ต.เห็นควรแก้ไขข้อกำหนด

ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในส่วนที่เกี่ยว กับการเรียก

ค่าธรรมเนียม ในการเป็นนายหน้าหรือ ตัวแทนซื้อ

หรือขายหลักทรัพย์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่

1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป


ทั้งนี้การคิดอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์

(คอมมิชชั่น) แบบขั้นบันได คือ

1.มูลค่าการซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท

คิดค่าคอมมิชชั่น ไม่น้อยกว่า 0.25%แต่ไม่เกิน 1%

2.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัยพ์ต่อวันเกิน5 ล้านบาท

แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อวัน คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า

0.22%แต่ไม่เกิน1%

3.มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน20 ล้านบาท

คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.18%

และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาท สามารถ

ต่อรองกันได้ แต่ไม่เกิน 1%


ส่วนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต แบ่งเป็น

หากซื้อขายผ่านบัญชีแคชบาลานซ์ และบัญชีเครดิตบาลานซ์

มูลค่าการซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท คิดค่าคอมมิชชั่น

ไม่น้อยกว่า 0.15 % แต่ไม่เกิน 1%

2.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัยพ์ต่อวันเกิน5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน

10 ล้านบาทต่อวัน คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.13%แต่ไม่เกิน1%

3.มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน20 ล้านบาท

คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.1%

และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาท สามารถ

ต่อรองกันได้ แต่ไม่เกิน 1%


สำหรับหากซื้อบัญชีอื่นคิดค่ามิชชั่น คือ

1.มูลค่าการซื้อขายต่อวันไม่เกิน 5 ล้านบาท

คิดค่าคอมมิชชั่น ไม่น้อยกว่า 0.20%แต่ไม่เกิน 1%

2.มูลค่าการซื้อขายหลักทรัยพ์ต่อวันเกิน5 ล้านบาท

แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อวัน คิดค่าคอมมิชชั่น

ไม่น้อยกว่า 0.18%แต่ไม่เกิน1%

3.มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกิน10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน

20 ล้านบาท คิดค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่า 0.15%

และ 4.มูลค่าการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาท สามารถ

ต่อรองกันได้ แต่ไม่เกิน 1%


นอกจากนี้ปรับอัตราค่าเนียม การซื้อขายหน่วยลงทุน

เช่น กองทุนรวมอีทีเอฟ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ จาก

0.10% เป็นลักษณะขั้นบันไดเช่นเดียวกับการซื้อขายหุ้น

ยกเว้นหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อลงทุนในตราสารหนี้

ให้เรียกเก็บตามอัตราที่ได้ทำข้อตกลงอัตราค่าธรรมเนียม

กับลูกค้าตามหลักเกณฑ์เดิม ส่วนกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ลงทุนสถาบัน

ให้คิดค่าคอมมิชชั่นในอัตราที่ตกลงกันกับลูกค้าแต่ไม่เกิน1%

พร้อมทั้งยกเลิกหลักเกณฑ์ทำสัญญาการเป็นนายหน้า

ซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในลักษณะคู่ค้า (Exclusive Partner)


อย่างไรก็ตามการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการแก้ไขประกาศดังกล่าว

โดยที่ตลาดหลักทรัพย์ เห็นว่าเพื่อให้การเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น

ในการเป็นนายหน้า หรือตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน

เป็นไปโดยเรียบร้อย และบริษัทสมาชิก สามารถเสริมสร้าง

ความเข้มแข็ง ในการประกอบธุรกิจ การให้บริการด้านหลักทรัพย์

ให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้บริษัทสมาชิกได้แสดงถึงความมุ่งมั่น

ที่จะเน้นคุณภาพ การให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพ

ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุน (มาร์เกตติ้ง)และเสริมสร้างความสัมพันธ์

ระยะยาวระหว่างบริษัทสมาชิก ลูกค้า และมาร์เกตติ้ง ซึ่งจะเป็น

ประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์ โดยรวม และรองรับ

การปรับตัวของบริษัทสมาชิกอันจะนำไปสู่การแข่งขันอย่างเสรี

1 มกราคม 2553 เริ่มใช้ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์แบบขั้นบันได

ตามนี้
http://www.set.or.th/th/highlight_flash/files/set-news-155-2552.pdf
Custom Search

Followers